แก้หางตาตก ให้ดูเด็กเหมือนได้ย้อนเวลา
ยิ่งอายุมากขึ้น ริ้วรอยยอดฮิตที่ต้องมีกันทุกคนก็คือรอยตีนกา ตีนกา เกิดจากการที่กล้ามเนื้อมัดเล็กที่มีอยู่ทั่วใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณหางตา เกิดการหดเกร็งซ้ำๆ เป็นเวลานาน ซึ่งมาจากการแสดงสีหน้าต่างๆ เช่น ยิ้ม หัวเราะ ทำให้เกิดเป็นรอยพับและเป็นรอยย่นที่เห็นได้ชัด ประกอบกับเมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะสร้างอิลาสตินและคอลลาเจนได้น้อยลง ส่งผลให้ผิวบางขึ้นและยืดหยุ่นน้อยลง จึงเกิดเป็นริ้วรอยหางตาหรือตีนกาขึ้น
ฉีดโบท็อกตีนกา ดีไหม ?
การฉีดโบท็อก เป็นวิธีที่จะช่วยลดรอยตีนกาได้ โดยโบท็อกจะมีฤทธิ์ไปรบกวนการทำงานของระบบประสาท มีผลทำให้มัดกล้ามเนื้อทำงานลดลงชั่วคราว ผิวหนังบริเวณที่ฉีดก็จะตึงขึ้น ไม่เกิดเป็นรอยพับ จึงเห็นว่าตีนกาลดลงหรือหายไป การฉีดโบท็อกใช้เวลาทำเพียง 10-15 นาที ไม่ต้องพักฟื้น หลังฉีดมีเพียงรอยเข็มเล็กน้อยซึ่งจะหายได้เองใน 1 – 2 วัน เหมาะกับผู้ที่มีเวลาไม่มาก หลังฉีด 3 – 7 วันจะเริ่มออกฤทธิ์และพบว่าผิวตึงขึ้น เรียบเนียนขึ้น เห็นผลเต็มที่ใน 14 วัน และผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นาน 3 – 4 เดือนครับ หลังโบท็อกสลายผิวจะกลับคืนสู่สภาพเดิม ไม่มีสารตกค้าง สามารถฉีดใหม่ได้โดยไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียง
แต่ทั้งนี้ถ้าต้องการแก้ปัญหาตาตก การฉีดโบท็อกจะช่วยยกกระชับหางตา ยกหางตาได้เล็กน้อยประมาณ 10 – 15% ครับ หากมีตาตกมากหรือต้องการยกหางตาขึ้นเยอะๆ แนะนำการผ่าตัดจะเห็นผลชัดเจนกว่าครับ
ออกฤทธิ์อย่างไร? อันตรายไหม?
ด้วยกลไกกระบวนการทำงานของโบท็อก เมื่อฉีดไปยังจุดที่เกิดปัญหาจะช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว ริ้วรอยเหี่ยวย่นถูกคลี่ออก จึงแก้ปัญหาริ้วรอยและช่วยให้ผิวเรียบเนียนขึ้นได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะริ้วรอยเล็กๆ อย่างรอยตีนกา รอยย่นหางตา รวมถึงในเคสที่มีปัญหา คิ้วตก หนังตาตกร่วมด้วยครับ การฉีดโบท็อกสามารถฉีดแก้ไขได้พร้อมๆ กัน
สำหรับคนที่อยากแก้ไขปัญหารอยตีนกาและกังวลว่าจะมีอันตรายไหมเพราะใกล้บริเวณดวงตาซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ การฉีดโบท็อกตีนกาหากฉีดกับแพทย์ที่มีความชำนาญในคลินิกที่ได้มาตรฐานแล้วก็ปลอดภัย 100% ครับ มีข้อระวังบ้างอย่างการใช้ปริมาณโบท็อกเพราะหากฉีดมากเกินไปอาจทำให้ตาแข็งและดูไม่เป็นธรรมชาติได้
ดังนั้นก่อนตัดสินใจฉีดโบท็อกตีนกา สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกหมอ เลือกคลินิกที่ไว้ใจได้ หมอที่มีประสบการณ์จะสามารถประเมินกล้ามเนื้อที่มีปัญหา รู้ว่าควรฉีดโบท็อกจุดไหน ความลึกเท่าไรและใช้ปริมาณโบท็อกแค่ไหนครับ ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะออกมาดีและปลอดภัย
ฉีดโบท็อกตีนกา ยี่ห้อไหนดี ?
หลายคนสงสัยว่าจะฉีดโบท็อก ยี่ห้อไหนดี โดยทั่วไป ระยะเวลาที่คงผลลัพธ์ของโบท็อกตีนกา จะอยู่ได้ประมาณ 3 – 4 เดือนครับ แต่ละยี่ห้อระยะเวลาจะแตกต่างกันไปบ้างเล็กน้อย แต่มีคุณสมบัติการออกฤทธิ์และการกระจายตัวยาแตกต่างกัน ดังนี้
- โบท็อก Allergan (อเมริกา) ตัวยามีการกระจายตัวแคบ ออกฤทธิ์ได้อย่างแม่นยำ เห็นผลเร็ว อยู่ได้นานที่สุด มีความบริสุทธิ์สูงที่สุด โอกาสดื้อยาน้อย
- โบท็อก Botulax (เกาหลี) คุณสมบัติใกล้เคียงกับโบท็อก Allergan แต่อยู่ได้สั้นกว่าเล็กน้อย และมีราคาถูกกว่าเกือบเท่าตัว
- โบท็อก Nabota (เกาหลี) เป็นโบท็อกเกาหลียี่ห้อเดียวที่ผ่าน อย. อเมริกา (S. FDA) มีจุดเด่นเรื่องการเห็นผลไว แต่อยู่ได้ไม่นาน เพราะมีโมเลกุลเล็ก เหมาะกับผู้ที่ต้องการเห็นผลเร่งด่วน
- โบท็อก Dysport (อังกฤษ) เด่นในเรื่องของความเป็นธรรมชาติครับริ้วรอยจะไม่ตึงแข็งเกินไป เนื่องจากตัวยามีการกระจายตัวได้ดี
- โบท็อก Xeomin (เยอรมัน) เหมาะสำหรับเคสที่มีประวัติดื้อโบท็อก โดยจะมีโอกาสได้ผลในเคสดื้อยามากกว่ายี่ห้ออื่นๆ
มีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร
นอกจากการฉีดโบท็อกแล้ว ยังมีวิธีอื่นๆ ที่ช่วยลดริ้วรอยหางตาได้ แต่ก็จะมีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกัน ดังนี้
เป็นการฉีดสารHyaluronic acid เข้าไปบริเวณหางตาและขมับ ทำให้บริเวณหางตาดูเต็มขึ้น รอยพับน้อยลง และเป็นการเพิ่มคอลลาเจนในผิวหนัง จึงเห็นว่ารอยตีนกาลดลง
แต่วิธีการฉีดฟิลเลอร์จะต้องใช้แพทย์ที่มีประสบการณ์สูง เนื่องจากบริเวณหางตาเป็นจุดที่มีเส้นเลือดหลายเส้น และมีขนาดใหญ่ จึงต้องใช้ความระมัดระวังในการฉีดเป็นอย่างมาก และพิจารณาฉีดได้ในบางกรณีเท่านั้น
Hifu เป็นการใช้คลื่นเสียง อัลตร้าซาวด์ที่พัฒนามาจากการอัลตร้าซาวด์ดูครรภ์ทางการแพทย์ ยิงเข้าไปใต้ชั้นผิวแต่ละชั้นเพื่อทำให้ผิวชั้นนั้นหดตัวเสมือนกับการเย็บที่เนื้อ ส่งผลให้ผิวดูยกกระชับขึ้น ริ้วรอยดูลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะกับผู้ที่กลัวเข็มหรือไม่ต้องการฉีดโบท็อกเพราะรู้สึกว่าตึงเกินไป
การผ่าตัดลดรอยตีนกา เป็นการใช้เทคนิคการดึงใบหน้าส่วนบน ได้แก่ คิ้วและหน้าผากให้ยกกระชับขึ้น รอยตีนกาจะดูลดลงไปด้วย และยังช่วยยกคิ้ว ยกหางตาที่ตก และอยู่ได้นานกว่าการฉีดโบท็อก แต่ทั้งนี้จะมีรอยแผลที่เกิดขึ้นหลังการผ่าตัด ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน และราคาสูงมาก
การทำเลเซอร์หางตา จะใช้เทคนิค Fractional Laser Resurfacing มีทั้งชนิดที่ทำให้เกิดแผล (Ablative) และไม่ทำให้เกิดแผล (Non-Ablative)
โดยเน้นกระตุ้นให้ผิวมีการผลัดเซลล์ จึงเกิดการสร้างเนื้อเยื่อใหม่และสร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้น ริ้วรอยจึงดูลดลง ผิวเต่งตึงขึ้น ข้อเสียคือต้องมาทำหลายครั้ง ติดต่อกันหลายสัปดาห์ บวมแดงหลังทำเป็นเวลานาน
ข้อควรปฏิบัติก่อนการฉีดโบท็อก
- เลือกโบท็อกที่เป็นของแท้
- ก่อนฉีดควรให้แพทย์ผสมตัวยาต่อหน้าทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ได้เจือจางน้ำเกลือมากเกินไป
- เลือกคลินิกที่มีมาตรฐาน และทีมแพทย์ผู้มีประสบการณ์
- ไม่ควรฉีดเกิน 300 ยูนิต ต่อครั้ง
- ระหว่างฉีดควรประคบเย็น เพื่อลดการไหลเวียนของเส้นเลือดรอบ ๆ
ข้อควรปฏิบัติหลังการฉีดโบท็อก
- หลังฉีดควรรีบขยับหรือเกรงกล้ามเนื้อใบหน้าทันที 1-2 ครั้ง
- งดนอนราบ 3 ชั่วโมง
- หลีกเลี่ยงทุกกิจกรรมที่มีความร้อน หรือสาเหตุของการทำให้หน้าแดง
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
- งดการทำทรีตเม้นท์หน้า เป็นเวลา 2 สัปดาห์
ฉีดโบท็อกหน้าผาก กี่วันเห็นผล?
โดยปกติการฉีดโบท็อกลดริ้วรอย ผิวจะเริ่มตึงขึ้นใน 3-4 วัน หลังฉีดใช้เวลา 7-14 วัน จะเริ่มเห็นผลการเปลี่ยนแปลงเต็มที่และระยะเวลาของผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับยี่ห้อของโบท็อกที่เลือกใช้ และการดูแลตัวเองหลังการฉีดเพื่อให้โบท็อกอยู่ได้นาน เมื่อโบท็อกหน้าผากหมดฤทธิ์แล้วสามารถฉีดเพิ่มเพื่อรักษาผลลัพธ์ให้คงอยู่ต่อไปได้ หลังฉีดโบท็อกทันทีควรรีบขยับเกร็งกล้ามเนื้อที่ฉีดทันที 1-2 ครั้ง และควรบริหารกล้ามเนื้อทั้งหมดที่ฉีดเป็นเวลา 30 นาที เพื่อให้โบท็อกถูกเซลล์ประสาทดูดเข้าไปให้มากที่สุดไม่กระจายไปบริเวณอื่น
ทั้งนี้ก่อนการตัดสินใจเข้ารับการฉีด BOTOX ทุกครั้ง Juvenile แนะนำว่าควรเลือกคลินิกและทีมแพทย์ที่มีมาตราฐานเพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน เพราะต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเทคนิคการฉีดที่มีความแม่นยำสูง